พระพุทธเสรฏฐมุนี: พระจาก “กลักฝิ่น” สัญลักษณ์การปราบฝิ่น

พระพุทธรูป

พระพุทธเสรฏฐมุนี: พระจาก “กลักฝิ่น” สัญลักษณ์การปราบฝิ่น

พระพุทธรูปที่หล่อจากกลักฝิ่นในสมัยรัชกาลที่ 3 หนึ่งเดียวในโลก

ในศาลาการเปรียญของวัดสุทัศนเทพวราราม มีพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่ดูภายนอกเหมือนพระสัมฤทธิ์ทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อรู้ที่มา ใครก็ต้องตื่นเต้น เพราะองค์พระนี้หล่อขึ้นจาก "กลักฝิ่น" ที่ยึดมาจากการปราบฝิ่นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) จนชาวบ้านเรียกขานกันด้วยความคุ้นปากว่า "พระกลักฝิ่น" ก่อนที่ภายหลังจะได้รับพระราชทานนามอย่างเป็นทางการว่า "พระพุทธเสรฏฐมุนี"

ฝิ่น: ภัยร้ายแห่งสยามต้นรัตนโกสินทร์

ในสมัยรัชกาลที่ 3 ปัญหาฝิ่นแพร่ระบาดในสยามอย่างหนัก โดยเฉพาะตามท่าเรือและในย่านชุมชนชาวจีน จนกลายเป็นภัยทางสังคมและเศรษฐกิจครั้งใหญ่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นความเสียหาย จึงโปรดเกล้าฯ ให้ออกกฎหมายปราบฝิ่นอย่างจริงจัง มีการตรวจค้น ยึด และทำลายฝิ่นจำนวนมาก

อุปกรณ์ที่ใช้สูบฝิ่นและภาชนะบรรจุฝิ่นที่เรียกว่า "กลักฝิ่น" ทำจากโลหะหลายชนิด เมื่อถูกริบมาเป็นจำนวนมหาศาล รัชกาลที่ 3 ทรงเห็นว่า แทนที่จะปล่อยทิ้งหรือทำลายอย่างไร้ค่า ควรนำโลหะเหล่านี้มาแปรเปลี่ยนเป็น "พุทธปฏิมา" เพื่อให้สิ่งเลวร้ายกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนกราบไหว้บูชาได้

หล่อขึ้นจากกลักฝิ่น เมื่อ พ.ศ. 2382

เมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2382 มีการนำกลักฝิ่นจำนวนมากมาหลอมรวมเพื่อหล่อเป็นพระพุทธรูป ที่โรงหล่อของหลวงในพระบรมมหาราชวัง และอัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระประธานที่ ศาลาการเปรียญ วัดสุทัศนเทพวราราม

ในยุคนั้นชาวบ้านเรียกพระพุทธรูปองค์นี้กันสั้น ๆ ว่า "พระกลักฝิ่น" ตามวัสดุดั้งเดิมที่ใช้หล่อ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) จึงทรงพระราชทานนามอย่างเป็นทางการว่า "พระพุทธเสรฏฐมุนี" อันมีความหมายว่า "พระมุนีผู้ประเสริฐ"

พระพุทธรูปปางมารวิชัยแบบรัตนโกสินทร์

พระพุทธเสรฏฐมุนีเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยโลหะทองเหลือง (อันได้มาจากกลักฝิ่นนั่นเอง) ขนาดไม่ใหญ่โตเท่าพระศรีศากยมุนีหรือพระพุทธตรีโลกเชษฐ์ แต่มีพุทธลักษณะงดงามครบถ้วน นั่งสง่าอยู่กลางศาลาการเปรียญทรงไทยที่อ่อนช้อยและร่มเย็น

จุดเด่นของพระองค์นี้ไม่ได้อยู่ที่ขนาด แต่อยู่ที่ "ประวัติศาสตร์อันลึกซึ้ง" ที่บรรจุอยู่ในเนื้อโลหะ เพราะทุกส่วนขององค์พระล้วนเคยเป็นภัยร้ายในสังคม แต่ถูกแปรสภาพเป็นเครื่องเตือนใจให้คนรุ่นหลังเข้าใจคุณค่าของการ "เปลี่ยนสิ่งเลวให้กลายเป็นสิ่งดี"

หนึ่งเดียวในโลก

นักประวัติศาสตร์และผู้สนใจพุทธศิลป์ต่างยกย่องว่า พระพุทธเสรฏฐมุนีของวัดสุทัศน์เป็น "พระพุทธรูปจากกลักฝิ่นหนึ่งเดียวในโลก" เพราะการนำกลักฝิ่นที่ยึดได้จากการปราบยาเสพติดมาหล่อเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ไม่เคยปรากฏในประเทศใดมาก่อน

นอกจากนี้ การกระทำของรัชกาลที่ 3 ยังสะท้อนพระราชวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ที่มองว่าวัสดุชั่วร้ายสามารถถูกเปลี่ยนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ และเป็นการประกาศเชิงสัญลักษณ์ว่า สยามจะไม่ยอมจำนนต่อภัยฝิ่นเด็ดขาด

ศาลาการเปรียญที่อ่อนช้อย

ศาลาการเปรียญที่ประดิษฐานพระพุทธเสรฏฐมุนี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเขตสังฆาวาสวัดสุทัศน์ เป็นอาคารทรงไทยโบราณ หลังคา 2 ชั้น มุงด้วยกระเบื้องดินเผา มีเฉลียงล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน ภายในร่มเย็น เงียบสงบ เหมาะแก่การฟังเทศน์ สวดมนต์ และปฏิบัติธรรม

ผู้ที่ได้แวะเข้ามาในศาลาแห่งนี้มักจะรู้สึกถึงพลังอันสงบเย็น และเมื่อทราบเรื่องราวของพระพุทธเสรฏฐมุนีแล้ว จะยิ่งรู้สึกอัศจรรย์ในความหมายของการเปลี่ยนแปลงที่อยู่เบื้องหลังองค์พระ

บทเรียนข้ามกาลเวลา

พระพุทธเสรฏฐมุนีไม่ได้เป็นเพียงพระพุทธรูปสวยงามอีกหนึ่งองค์ของวัดสุทัศน์ แต่เป็น "อนุสาวรีย์แห่งศีลธรรม" ที่บอกเล่าเรื่องราวของการต่อสู้กับยาเสพติดในยุคต้นรัตนโกสินทร์ และเป็นเครื่องเตือนใจให้คนไทยทุกยุคทุกสมัยตระหนักถึงพิษภัยของฝิ่น สุรา และอบายมุขทุกชนิด

ในปัจจุบัน เมื่อเรามองดูองค์พระเสรฏฐมุนีในศาลาการเปรียญ จะรู้สึกได้ว่าผู้สร้างมีความตั้งใจที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงสร้างพระพุทธรูปเพื่อกราบไหว้ แต่ยังสร้างเพื่อเตือนสติคนรุ่นหลังว่า "แม้สิ่งร้ายที่สุด ก็ยังสามารถถูกเปลี่ยนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ ขอเพียงมีศรัทธาและความตั้งใจอันแรงกล้า"

พระพุทธตรีโลกเชษฐ์: พระประธานในพระอุโบสถที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ พระประธานภายในพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร
พระพุทธรูป

พระพุทธตรีโลกเชษฐ์: พระประธานในพระอุโบสถที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

พระประธานในพระอุโบสถที่หล่อขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3

หากพระศรีศากยมุนีคือพระประธานในพระวิหารหลวง ที่เป็นที่รู้จักของชาวกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก พระอีกองค์หนึ่งของวัดสุทัศนเทพวรารามที่ทรงคุณค่าไม่แพ้กัน คือ "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์" พระประธานในพระอุโบสถที่หล่อขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 และประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ "ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย"

พระประธานปางมารวิชัย ผลงานชั้นเอกของรัตนโกสินทร์

พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ เป็นพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์ ปางมารวิชัย หล่อด้วยโลหะ มี หน้าตักกว้าง 3 วา 17 นิ้ว และ สูง 4 วา 18 นิ้ว หากเทียบกับมาตราเมตริกในปัจจุบันก็ราว 6 เมตรเศษ ๆ ซึ่งจัดว่าใหญ่โตเทียบเคียงพระประธานสำคัญ ๆ ของกรุงเก่าได้สบาย

ลักษณะทางพุทธศิลป์ของพระพุทธตรีโลกเชษฐ์ จัดอยู่ในกลุ่มพระพุทธรูปแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น สังเกตได้จากพระวรกายที่สมส่วน พระพักตร์ที่อมยิ้มอ่อนโยน พระเนตรเหลือบลงต่ำ และฐานชุกชีที่ประดับลายกระหนกอ่อนช้อย เป็นแบบฉบับของช่างหลวงในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3)

ความหมายของพระนาม "ตรีโลกเชษฐ์"

ชื่อ "ตรีโลกเชษฐ์" แปลว่า "ผู้เป็นใหญ่ในไตรโลก" หรือ "ผู้ประเสริฐแห่งโลกทั้งสาม" สื่อถึงพระพุทธคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงเป็นผู้รู้แจ้งทั้ง 3 ภพ ได้แก่ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ ซึ่งสอดคล้องกับคติธรรมในพุทธศาสนาเถรวาท

ที่น่าสนใจคือชื่อ "ตรีโลกเชษฐ์" ยังสะท้อนคติพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองอาณาจักรในฐานะ "ธรรมราชา" ที่ครองโลกทั้งสามด้วยพระธรรม ทำให้พระประธานองค์นี้ในพระอุโบสถ ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบสังฆกรรมสำคัญ มีนัยลึกซึ้งทั้งทางธรรมและทางโลก

พระอุโบสถที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

จุดที่ทำให้พระพุทธตรีโลกเชษฐ์โดดเด่นไม่แพ้พระศรีศากยมุนีก็คือ พระอุโบสถที่เป็นที่ประดิษฐาน พระอุโบสถวัดสุทัศน์ มีขนาด กว้าง 22.60 เมตร ยาว 72.25 เมตร ซึ่งจัดว่ายาวที่สุดในประเทศไทย

อาคารก่ออิฐถือปูนแบบไทยประเพณี หลังคาซ้อนชั้น มุงกระเบื้องสีเขียวสลับเหลือง หน้าบันแกะสลักไม้ลงรักปิดทองประดับกระจกประดับลวดลายอ่อนช้อย ภายในประดับด้วยเสากลมสูงตระหง่าน ซึ่งช่วยรองรับโครงหลังคาขนาดมหึมา

ด้วยความยาวขนาดนี้ พระอุโบสถจึงสามารถรองรับพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนเป็นจำนวนมากได้ในคราวเดียว และเหมาะแก่การประกอบพระราชพิธีสำคัญของบ้านเมือง รวมถึงการเสกน้ำอภิเษกในพระราชพิธีต่าง ๆ

จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ

ผนังด้านในของพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 3 บอกเล่าเรื่องราวทางพุทธศาสนา รามเกียรติ์ และเรื่อง "สุทัศนนคร" หรือเมืองสวรรค์ดาวดึงส์ของพระอินทร์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัดสุทัศน์

ภาพจิตรกรรมเหล่านี้นอกจากจะงดงามวิจิตร ยังเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญทางประวัติศาสตร์ของวิถีชีวิตและเครื่องแต่งกายของผู้คนในต้นรัตนโกสินทร์ นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการศิลปะถือว่าเป็น "จิตรกรรมชิ้นเอกของยุคสมัย" ที่ควรค่าแก่การศึกษาอย่างยิ่ง

ซุ้มเสมาแห่งพระอุโบสถ

รอบ ๆ พระอุโบสถมีซุ้มเสมาทั้ง 8 ซุ้มที่ตั้งอยู่บนกำแพงแก้ว ใบเสมาคู่ทำจากหินอ่อนสีเทา สลักเป็นภาพ "ช้าง 3 เศียร งวงชูดอกบัวตูมเศียรละ 1 ดอก" และเบื้องบนมีดอกบัวบาน 3 ดอก เป็นเอกลักษณ์ที่หาดูได้ยากในสยาม

ซุ้มประตูที่ขึ้นสู่ลานพระอุโบสถมีลักษณะ "ผสมศิลปะไทยกับศิลปะตะวันตก" สร้างด้วยหินอ่อนเซาะร่อง ประดับบัวหัวเสาด้วย "ลายใบอะแคนทัส" (Acanthus) ที่นำมาจากศิลปะกรีก-โรมัน ซึ่งเป็นการเปิดรับศิลปะต่างชาติมาผสมผสานในเอกลักษณ์ไทยอย่างกลมกลืน

ความสำคัญในวันนี้

พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ยังคงเป็นพระประธานหลักในพระอุโบสถที่ใช้ประกอบสังฆกรรมและพระราชพิธีสำคัญ ๆ ของชาติมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงเป็นสถานที่จัดพระราชพิธีเสกน้ำอภิเษก ในวโรกาสสำคัญ ๆ ของพระมหากษัตริย์ไทย เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ดังนั้นเมื่อใครได้ไปเยือนวัดสุทัศน์ อย่าลืมเดินเข้าไปกราบพระพุทธตรีโลกเชษฐ์ในพระอุโบสถ เพราะนั่นคือการได้สัมผัสพระประธานในพระอุโบสถที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปสำคัญที่ผูกพันกับประวัติศาสตร์ชาติอย่างลึกซึ้ง

สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมวัดสุทัศน์: ความงามที่หาที่เปรียบมิได้

สถาปัตยกรรมพระอุโบสถ วัดสุทัศนเทพวราราม ประวัติวัดสุทัศน์
สถาปัตยกรรม

สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมวัดสุทัศน์: ความงามที่หาที่เปรียบมิได้

พระวิหารหลวง พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ และศิลปกรรมประจำวัด

ผู้ที่ได้ก้าวเข้าไปในเขตวัดสุทัศนเทพวรารามครั้งแรก มักจะตื่นตาตื่นใจกับความใหญ่โต ความสมส่วน และความวิจิตรของอาคารต่าง ๆ ที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ ภายในเขตพุทธาวาสประกอบด้วยอาคารสำคัญสามหลัง ได้แก่ พระวิหารหลวง พระอุโบสถ และศาลาการเปรียญ ทุกหลังต่างเล่าเรื่องของช่างฝีมือชั้นยอดในต้นกรุงรัตนโกสินทร์อย่างน่าทึ่ง

พระวิหารหลวง: สถาปัตยกรรมไทยประเพณีอันงามสง่า

พระวิหารหลวงเป็นอาคารที่สร้างขึ้นก่อนเป็นอันดับแรก เพราะตั้งใจให้เป็นที่ประดิษฐาน "พระศรีศากยมุนี" ที่ชะลอลงมาจากสุโขทัย ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณี หลังคา 2 ซ้อน 4 ตับ มีมุขลดทรงโถงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

เสาอาคารด้านนอกเป็นเสาย่อมุมไม้สิบสอง ส่วนหัวเสาประดับเป็นบัวแวง ส่วนหน้าบันแกะสลักไม้ปิดทองประดับกระจก แบ่งลายในกรอบสามเหลี่ยมเป็น 2 ชั้น ชั้นในแกะเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณล้อมด้วยลายกระหนก ชั้นนอกประดับลายกระหนกก้านขดและกระหนกเปลวพลิ้วไหวอย่างมีชีวิตชีวา

ภายในพระวิหารยังมีจิตรกรรมฝาผนังที่วาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นเรื่องราวพุทธประวัติ และที่น่าสนใจคือมีภาพ "เปรต" ตนหนึ่งนอนพาดกายอยู่ และมีพระสงฆ์ยืนพิจารณาสังขาร ซึ่งกลายเป็นภาพที่นักท่องเที่ยวมักไปถ่ายรูปและพูดถึงกันเสมอ

พระอุโบสถ: ยาวที่สุดในประเทศไทย

พระอุโบสถสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 มีขนาดใหญ่โต กว้าง 22.60 เมตร ยาว 72.25 เมตร นับว่ายาวที่สุดในประเทศไทย ก่ออิฐถือปูนหนา หลังคาซ้อนชั้นแบบไทยประเพณี มีหน้าบันแกะสลักไม้ลงรักปิดทอง

ภายในประดิษฐานพระประธานคือ "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์" ปางมารวิชัย รอบ ๆ มีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 3 ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า รามเกียรติ์ และเรื่อง "สุทัศนนคร" สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตามคติพราหมณ์-พุทธ

อีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดคือ "ซุ้มเสมา" ทั้ง 8 ซุ้มที่ตั้งอยู่บนกำแพงแก้วรอบพระอุโบสถ ใบเสมาคู่ทำจากหินอ่อนสีเทา สลักเป็นภาพช้าง 3 เศียร งวงชูดอกบัวตูมเศียรละ 1 ดอก เบื้องบนมีดอกบัวบาน 3 ดอก เป็นเอกลักษณ์ที่หาดูได้ยาก

ซุ้มประตูแบบไทยผสมตะวันตก

จุดที่สะท้อนความเปิดกว้างทางศิลปะของวัดสุทัศน์ คือ "ซุ้มประตูกำแพงแก้ว" ที่ขึ้นสู่ลานพระอุโบสถ ซุ้มเหล่านี้ผสมระหว่างศิลปะไทยกับศิลปะตะวันตกอย่างกลมกลืน ตัวซุ้มสร้างด้วยหินอ่อนเซาะร่อง ประดับบัวหัวเสาด้วย "ลายใบอะแคนทัส" (Acanthus) ซึ่งเป็นลายใบไม้คลาสสิกของกรีก-โรมัน หลอมรวมกับลวดลายไทยอย่างน่ารู้สึกแปลก ๆ และน่าทึ่ง

ศาลาการเปรียญ: อาคารทรงไทยอ่อนช้อย

ศาลาการเปรียญตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเขตสังฆาวาส เป็นอาคารทรงไทยโบราณ หลังคา 2 ชั้น มุงด้วยกระเบื้องดินเผา มีเฉลียง 4 ด้าน ภายในประดิษฐาน "พระพุทธเสรฏฐมุนี" หรือพระกลักฝิ่น พระพุทธรูปที่หล่อจากกลักฝิ่นในสมัยรัชกาลที่ 3 อันเป็นสัญลักษณ์การปราบฝิ่นที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ยิ่ง

บานประตูที่ไม่มีใครทำได้

ความงามที่ยกย่องที่สุดของวัดสุทัศน์ คือ "บานประตูพระวิหารหลวง" ที่กล่าวกันว่าเป็นฝีพระหัตถ์รัชกาลที่ 2 ที่ทรงร่วมแกะสลักด้วยพระองค์เองในปี พ.ศ. 2365 บานประตูทำจากไม้สักสูง 5 เมตร หนักบานละ 1 ตัน ลายสลักลึกซ้อนหลายชั้นจนเหมือนภาพในป่าหิมพานต์มีชีวิต

ว่ากันว่าเมื่อรัชกาลที่ 3 ทรงพระราชประสงค์ให้ทำบานประตูแบบนี้ขึ้นใหม่อีกที่อื่น กลับไม่มีช่างที่ไหนสามารถทำได้เหมือน บานประตูของวัดสุทัศน์จึงเป็นงานประติมากรรมที่ "หาที่เปรียบมิได้" อย่างแท้จริง บานประตูชุดเดิมที่ถูกไฟไหม้บางส่วนในปี พ.ศ. 2502 ปัจจุบันถูกถอดเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ความสมส่วนของจักรวาล

สิ่งที่น่าทึ่งของวัดสุทัศน์คือ ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่พระวิหาร พระอุโบสถ พระระเบียงคต ไปจนถึงเสาชิงช้าหน้าวัด ถูกออกแบบไว้ตามคติ "ศูนย์กลางจักรวาล" ของพราหมณ์-พุทธ บอกถึงความเชื่อว่าวัดนี้คือ "เขาพระสุเมรุ" ใจกลางของพระนครและสรรพภพ

ใครได้ไปเยือนวัดสุทัศน์สักครั้ง มักจะรู้สึกถึงทั้งความสงบเย็นและความยิ่งใหญ่ในเวลาเดียวกัน เพราะที่นี่คือผลงานช่างฝีมือไทยระดับชาติที่สั่งสมมาตลอด 3 รัชกาล

ประวัติศาสตร์ ๓ รัชกาล

ภาพจำลองวัดสุทัศนเทพวรารามสมัยรัชกาลที่ 3 พร้อมเสาชิงช้าและบรรยากาศกรุงเทพโบราณ
ประวัติศาสตร์

วัดสุทัศนเทพวราราม: พระอารามที่ก่อสร้างผ่าน 3 รัชกาล

เรื่องราวการก่อตั้งวัดที่ใช้เวลากว่า 40 ปี ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3

ถ้าจะหาวัดสักแห่งที่บอกเล่าเรื่องราวของกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้ครบทุกแง่มุม คงไม่มีวัดไหนเหมาะไปกว่า "วัดสุทัศนเทพวราราม" หรือที่คนกรุงเทพฯ เรียกกันสั้น ๆ ว่า "วัดสุทัศน์" พระอารามที่ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 40 ปี ผ่านพระมหากษัตริย์ถึง 3 พระองค์ จึงสำเร็จเป็นวัดงามคู่กรุงมาจนถึงทุกวันนี้

จุดเริ่มต้นในรัชกาลที่ 1

วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ที่มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งของประเทศไทย เริ่มก่อสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) เมื่อปี พ.ศ. 2350 พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นกลางพระนครชั้นใน ณ บริเวณที่เคยเป็นป่าต้นสุทธาวาส โดยพระราชทานนามแรกว่า "วัดมหาสุทธาวาส"

พระราชดำริสำคัญในการสร้างวัดนี้คือ ต้องการให้พระวิหารมีขนาดใหญ่เทียบเท่า "พระวิหารวัดพนัญเชิง" จังหวัดอยุธยา เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ที่ทรงโปรดให้อัญเชิญลงมาจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ซึ่งภายหลังได้รับพระราชทานนามว่า "พระศรีศากยมุนี"

ทว่าการสร้างวิหารหลังใหญ่ไม่ใช่งานง่าย รัชกาลที่ 1 เสด็จสวรรคตก่อนที่งานจะแล้วเสร็จ พระองค์ได้แต่ทรงเริ่มต้นวางรากฐานและอัญเชิญองค์พระประธานมาถึงพระนครเท่านั้น

งานต่อในรัชกาลที่ 2

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงสานต่อพระราชดำริของพระบรมชนกนาถอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตกแต่งพระวิหารและการสร้างองค์ประกอบต่าง ๆ ของวัด

ผลงานชิ้นเอกในรัชกาลนี้คือ "บานประตูไม้แกะสลักพระวิหารหลวง" ที่กล่าวกันว่าเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง ทรงร่วมออกแบบและทรงร่วมแกะสลักด้วยพระองค์เองในปี พ.ศ. 2365 บานประตูไม้สักสูง 5 เมตร หนักถึงบานละ 1 ตัน แกะสลักลายซับซ้อนวิจิตรงดงาม กลายเป็นงานศิลป์ระดับชาติที่ไม่มีวัดใดเทียบได้

อย่างไรก็ตาม รัชกาลที่ 2 ก็ยังไม่ทันได้ทอดพระเนตรเห็นวัดสำเร็จเช่นกัน

สมโภชใหญ่ในรัชกาลที่ 3

ภาระอันยิ่งใหญ่จึงตกอยู่กับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ผู้ทรงมีพระราชศรัทธาแรงกล้าที่จะ "สถาปนาพระอารามแห่งนี้ให้สำเร็จ" พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้

  • พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา เป็นแม่กองดูแลงานทั้งวัด
  • พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิทักษเทเวศร ทรงควบคุมการสร้างพระอุโบสถใหญ่ พระระเบียงล้อมพระวิหาร และกุฏิสงฆ์

รัชกาลที่ 3 ยังทรงสร้างพระประธานในพระอุโบสถองค์ใหม่ คือ "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์" และทรงนำกลักฝิ่นมาหล่อเป็นพระประธานในศาลาการเปรียญ คือ "พระพุทธเสรฏฐมุนี" ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่มีเรื่องเล่าเชิงประวัติศาสตร์น่าสนใจมาก

ในที่สุด การก่อสร้างทั้งพระอารามแล้วเสร็จบริบูรณ์และสมโภชใหญ่ในปี พ.ศ. 2390 รวมระยะเวลาก่อสร้างต่อเนื่องตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 ทั้งสิ้นราว 40 ปี

พระราชทานนามใหม่ในรัชกาลที่ 4

ต่อมาในรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดสุทัศนเทพวราราม" ซึ่งสื่อถึง "เมืองสุทัสสนะของเทวดาบนสวรรค์ดาวดึงส์" สอดคล้องกับคติว่าวัดนี้คือศูนย์กลางของพระนครและจักรวาลตามความเชื่อโบราณ ที่บริเวณนี้คือ "สะดือเมือง" หรือใจกลางของกรุงรัตนโกสินทร์

วัดประจำรัชกาลที่ 8

แม้จะสร้างในยุคต้นรัตนโกสินทร์ แต่วัดสุทัศน์ได้รับการสถาปนาเป็น "วัดประจำรัชกาล" ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ 8) ในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 8 มาบรรจุไว้ ณ ผ้าทิพย์ด้านหน้าพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนี

วัดสุทัศน์จึงไม่ใช่เพียงสถาปัตยกรรมงดงาม แต่เป็นพยานเงียบของประวัติศาสตร์ไทยที่บอกเล่าทั้งเรื่องของพระมหากษัตริย์ ช่างฝีมือ และศรัทธาของผู้คนยาวนานกว่าสองศตวรรษ

สัตตมหาสถาน

สัตตมหาสถาน

มรดกธรรมจำลองย้อนรอยพุทธภูมิ ๗ สัปดาห์ ณ วัดสุทัศน์ฯ

สัตตมหาสถาน หมายถึง สถานที่สำคัญ ๗ แห่งที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับเสวยวิมุตติสุข แห่งละ ๗ วัน รวมเป็นระยะเวลา ๔๙ วันหลังการตรัสรู้ ซึ่งในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) ทรงมีพระราชดำริอันลึกซึ้งให้จำลองสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้มาประดิษฐานไว้ภายในวัด เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้พุทธประวัติสืบไป

๑. รายละเอียดสถานที่สำคัญทััง ๗ แห่ง

การจัดวางสัตตมหาสถานภายในวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นการนำพรรณไม้และสถาปัตยกรรมมาแทนค่าสถานที่จริงในอินเดียได้อย่างสมบูรณ์ ดังนี้:

ลำดับ สถานที่ ความหมายและการจำลอง
โพธิบัลลังก์สถานที่ตรัสรู้ เสวยวิมุตติสุขสัปดาห์ที่ ๑ ใต้ต้นมหาโพธิ์
อนิมิสเจดีย์เสด็จยืนเพ่งดูต้นมหาโพธิ์ด้วยความกตัญญูตลอด ๗ วัน
รัตนจงกรมเจดีย์สถานที่เสด็จจงกรมระหว่างต้นมหาโพธิ์และอนิมิสเจดีย์
รัตนฆรเจดีย์ประทับในเรือนแก้วพิจารณาพระอภิธรรมตลอด ๗ วัน
อชปาลนิโครธประทับใต้ต้นไทร ทรงตอบปัญหาพราหมณ์ผู้มาเฝ้า
มุจลินทเจดีย์ประทับใต้ต้นจิก พญานาคมาแผ่พังพานปกป้องฝน
ราชายตนะประทับใต้ต้นเกด สิ้นสุด ๔๙ วันของการเสวยวิมุตติสุข

๒. คุณค่าแห่งพุทธศิลป์ใจกลางพระนคร

วัดสุทัศน์ฯ เป็นหนึ่งในไม่กี่วัดที่จัดสร้างสัตตมหาสถานได้ครบถ้วนที่สุด สะถ้อนถึงพระราชนิยมในรัชกาลที่ ๓ ที่ต้องการให้วัดเป็นสถานศึกษาธรรมกายที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายผ่านรูปธรรมทางศิลปกรรมที่งดงาม

บทสรุปสัตตมหาสถาน

มรดกธรรม ๗ สัปดาห์: สถานที่เสด็จเสวยวิมุตติสุขหลังการตรัสรู้ เพื่อพิจารณาธรรมอันลึกซึ้งก่อนเผยแผ่พระศาสนา
พระราชนิยมรัชกาลที่ ๓: จำลองโดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) มรดกล้ำค่าแห่งต้นรัตนโกสินทร์
พิกัดปูชนียสถาน: ประดิษฐานอยู่บริเวณพื้นที่ระหว่างพระอุโบสถและพระวิหารหลวง แวดล้อมด้วยต้นไม้ตามพุทธประวัติ
ความสำคัญ: เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คทางธรรมที่หาชมได้ยากและสมบูรณ์ที่สุดในกรุงเทพมหานคร
WAT SUTHAT THEPWARARAM | DIGITAL ARCHIVE

ศิลปกรรมบริเวณพระวิหารหลวง

ศิลปกรรมพระวิหารหลวง

พุทธศิลป์ล้ำค่า ๓ รัชกาล แห่งวัดสุทัศนเทพวราราม

วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เริ่มวางศิลาฤกษ์พระวิหารหลวงในปี พ.ศ. ๒๓๕๐ และเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. ๒๓๙๐ ศิลปกรรมในบริเวณนี้จึงเป็นการผสมผสานสุดยอดงานฝีมือจากรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ ไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

๑. สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมพระวิหารหลวง

โครงสร้างถูกออกแบบตามคติจักรวาลวิทยา จำลองเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางจักรวาล มีหลังคาชั้นซ้อนที่สง่างามและเสานางเรียงทั้งหมด ๓๖ ต้น หัวเสาเป็นปูนปั้นบัวแวงปิดทองประดับกระจก

ศิลปกรรมวัดสุทัศน์

รอบพระวิหารประดิษฐาน ถะจีน หรือเจดีย์ศิลาจีน ๒๘ องค์ ซึ่งสื่อถึงพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ในอดีต เป็นเอกลักษณ์เด่นของงานศิลป์สมัยรัชกาลที่ ๓

นอกจากนี้ยังมีบานประตูจำหลักไม้ฝีพระหัตถ์ของรัชกาลที่ ๒ และภาพสัตว์หิมพานต์สีฝุ่นบนผ้า ๔๖ ภาพที่ประดับอยู่เหนือกรอบประตูหน้าต่าง ภายในเป็นที่ประดิษฐาน พระศรีศากยมุนี

สรุปสาระสำคัญ

มรดก ๓ รัชกาล: ใช้เวลาก่อสร้าง ๔๐ ปี รวบรวมงานช่างหลวงที่ประณีตที่สุด
คติความเชื่อ: วางผังตามคติไตรภูมิ จำลองเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางจักรวาล
Unseen: ถะจีนศิลา ๒๘ องค์ และบานประตูจำหลักไม้ฝีพระหัตถ์รัชกาลที่ ๒