พระพุทธตรีโลกเชษฐ์: พระประธานในพระอุโบสถที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ พระประธานภายในพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร
พระพุทธรูป

พระพุทธตรีโลกเชษฐ์: พระประธานในพระอุโบสถที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

พระประธานในพระอุโบสถที่หล่อขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3

หากพระศรีศากยมุนีคือพระประธานในพระวิหารหลวง ที่เป็นที่รู้จักของชาวกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก พระอีกองค์หนึ่งของวัดสุทัศนเทพวรารามที่ทรงคุณค่าไม่แพ้กัน คือ "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์" พระประธานในพระอุโบสถที่หล่อขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 และประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ "ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย"

พระประธานปางมารวิชัย ผลงานชั้นเอกของรัตนโกสินทร์

พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ เป็นพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์ ปางมารวิชัย หล่อด้วยโลหะ มี หน้าตักกว้าง 3 วา 17 นิ้ว และ สูง 4 วา 18 นิ้ว หากเทียบกับมาตราเมตริกในปัจจุบันก็ราว 6 เมตรเศษ ๆ ซึ่งจัดว่าใหญ่โตเทียบเคียงพระประธานสำคัญ ๆ ของกรุงเก่าได้สบาย

ลักษณะทางพุทธศิลป์ของพระพุทธตรีโลกเชษฐ์ จัดอยู่ในกลุ่มพระพุทธรูปแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น สังเกตได้จากพระวรกายที่สมส่วน พระพักตร์ที่อมยิ้มอ่อนโยน พระเนตรเหลือบลงต่ำ และฐานชุกชีที่ประดับลายกระหนกอ่อนช้อย เป็นแบบฉบับของช่างหลวงในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3)

ความหมายของพระนาม "ตรีโลกเชษฐ์"

ชื่อ "ตรีโลกเชษฐ์" แปลว่า "ผู้เป็นใหญ่ในไตรโลก" หรือ "ผู้ประเสริฐแห่งโลกทั้งสาม" สื่อถึงพระพุทธคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงเป็นผู้รู้แจ้งทั้ง 3 ภพ ได้แก่ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ ซึ่งสอดคล้องกับคติธรรมในพุทธศาสนาเถรวาท

ที่น่าสนใจคือชื่อ "ตรีโลกเชษฐ์" ยังสะท้อนคติพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองอาณาจักรในฐานะ "ธรรมราชา" ที่ครองโลกทั้งสามด้วยพระธรรม ทำให้พระประธานองค์นี้ในพระอุโบสถ ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบสังฆกรรมสำคัญ มีนัยลึกซึ้งทั้งทางธรรมและทางโลก

พระอุโบสถที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

จุดที่ทำให้พระพุทธตรีโลกเชษฐ์โดดเด่นไม่แพ้พระศรีศากยมุนีก็คือ พระอุโบสถที่เป็นที่ประดิษฐาน พระอุโบสถวัดสุทัศน์ มีขนาด กว้าง 22.60 เมตร ยาว 72.25 เมตร ซึ่งจัดว่ายาวที่สุดในประเทศไทย

อาคารก่ออิฐถือปูนแบบไทยประเพณี หลังคาซ้อนชั้น มุงกระเบื้องสีเขียวสลับเหลือง หน้าบันแกะสลักไม้ลงรักปิดทองประดับกระจกประดับลวดลายอ่อนช้อย ภายในประดับด้วยเสากลมสูงตระหง่าน ซึ่งช่วยรองรับโครงหลังคาขนาดมหึมา

ด้วยความยาวขนาดนี้ พระอุโบสถจึงสามารถรองรับพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนเป็นจำนวนมากได้ในคราวเดียว และเหมาะแก่การประกอบพระราชพิธีสำคัญของบ้านเมือง รวมถึงการเสกน้ำอภิเษกในพระราชพิธีต่าง ๆ

จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ

ผนังด้านในของพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 3 บอกเล่าเรื่องราวทางพุทธศาสนา รามเกียรติ์ และเรื่อง "สุทัศนนคร" หรือเมืองสวรรค์ดาวดึงส์ของพระอินทร์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัดสุทัศน์

ภาพจิตรกรรมเหล่านี้นอกจากจะงดงามวิจิตร ยังเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญทางประวัติศาสตร์ของวิถีชีวิตและเครื่องแต่งกายของผู้คนในต้นรัตนโกสินทร์ นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการศิลปะถือว่าเป็น "จิตรกรรมชิ้นเอกของยุคสมัย" ที่ควรค่าแก่การศึกษาอย่างยิ่ง

ซุ้มเสมาแห่งพระอุโบสถ

รอบ ๆ พระอุโบสถมีซุ้มเสมาทั้ง 8 ซุ้มที่ตั้งอยู่บนกำแพงแก้ว ใบเสมาคู่ทำจากหินอ่อนสีเทา สลักเป็นภาพ "ช้าง 3 เศียร งวงชูดอกบัวตูมเศียรละ 1 ดอก" และเบื้องบนมีดอกบัวบาน 3 ดอก เป็นเอกลักษณ์ที่หาดูได้ยากในสยาม

ซุ้มประตูที่ขึ้นสู่ลานพระอุโบสถมีลักษณะ "ผสมศิลปะไทยกับศิลปะตะวันตก" สร้างด้วยหินอ่อนเซาะร่อง ประดับบัวหัวเสาด้วย "ลายใบอะแคนทัส" (Acanthus) ที่นำมาจากศิลปะกรีก-โรมัน ซึ่งเป็นการเปิดรับศิลปะต่างชาติมาผสมผสานในเอกลักษณ์ไทยอย่างกลมกลืน

ความสำคัญในวันนี้

พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ยังคงเป็นพระประธานหลักในพระอุโบสถที่ใช้ประกอบสังฆกรรมและพระราชพิธีสำคัญ ๆ ของชาติมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงเป็นสถานที่จัดพระราชพิธีเสกน้ำอภิเษก ในวโรกาสสำคัญ ๆ ของพระมหากษัตริย์ไทย เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ดังนั้นเมื่อใครได้ไปเยือนวัดสุทัศน์ อย่าลืมเดินเข้าไปกราบพระพุทธตรีโลกเชษฐ์ในพระอุโบสถ เพราะนั่นคือการได้สัมผัสพระประธานในพระอุโบสถที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปสำคัญที่ผูกพันกับประวัติศาสตร์ชาติอย่างลึกซึ้ง

สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมวัดสุทัศน์: ความงามที่หาที่เปรียบมิได้

สถาปัตยกรรมพระอุโบสถ วัดสุทัศนเทพวราราม ประวัติวัดสุทัศน์
สถาปัตยกรรม

สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมวัดสุทัศน์: ความงามที่หาที่เปรียบมิได้

พระวิหารหลวง พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ และศิลปกรรมประจำวัด

ผู้ที่ได้ก้าวเข้าไปในเขตวัดสุทัศนเทพวรารามครั้งแรก มักจะตื่นตาตื่นใจกับความใหญ่โต ความสมส่วน และความวิจิตรของอาคารต่าง ๆ ที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ ภายในเขตพุทธาวาสประกอบด้วยอาคารสำคัญสามหลัง ได้แก่ พระวิหารหลวง พระอุโบสถ และศาลาการเปรียญ ทุกหลังต่างเล่าเรื่องของช่างฝีมือชั้นยอดในต้นกรุงรัตนโกสินทร์อย่างน่าทึ่ง

พระวิหารหลวง: สถาปัตยกรรมไทยประเพณีอันงามสง่า

พระวิหารหลวงเป็นอาคารที่สร้างขึ้นก่อนเป็นอันดับแรก เพราะตั้งใจให้เป็นที่ประดิษฐาน "พระศรีศากยมุนี" ที่ชะลอลงมาจากสุโขทัย ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณี หลังคา 2 ซ้อน 4 ตับ มีมุขลดทรงโถงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

เสาอาคารด้านนอกเป็นเสาย่อมุมไม้สิบสอง ส่วนหัวเสาประดับเป็นบัวแวง ส่วนหน้าบันแกะสลักไม้ปิดทองประดับกระจก แบ่งลายในกรอบสามเหลี่ยมเป็น 2 ชั้น ชั้นในแกะเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณล้อมด้วยลายกระหนก ชั้นนอกประดับลายกระหนกก้านขดและกระหนกเปลวพลิ้วไหวอย่างมีชีวิตชีวา

ภายในพระวิหารยังมีจิตรกรรมฝาผนังที่วาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นเรื่องราวพุทธประวัติ และที่น่าสนใจคือมีภาพ "เปรต" ตนหนึ่งนอนพาดกายอยู่ และมีพระสงฆ์ยืนพิจารณาสังขาร ซึ่งกลายเป็นภาพที่นักท่องเที่ยวมักไปถ่ายรูปและพูดถึงกันเสมอ

พระอุโบสถ: ยาวที่สุดในประเทศไทย

พระอุโบสถสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 มีขนาดใหญ่โต กว้าง 22.60 เมตร ยาว 72.25 เมตร นับว่ายาวที่สุดในประเทศไทย ก่ออิฐถือปูนหนา หลังคาซ้อนชั้นแบบไทยประเพณี มีหน้าบันแกะสลักไม้ลงรักปิดทอง

ภายในประดิษฐานพระประธานคือ "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์" ปางมารวิชัย รอบ ๆ มีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 3 ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า รามเกียรติ์ และเรื่อง "สุทัศนนคร" สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตามคติพราหมณ์-พุทธ

อีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดคือ "ซุ้มเสมา" ทั้ง 8 ซุ้มที่ตั้งอยู่บนกำแพงแก้วรอบพระอุโบสถ ใบเสมาคู่ทำจากหินอ่อนสีเทา สลักเป็นภาพช้าง 3 เศียร งวงชูดอกบัวตูมเศียรละ 1 ดอก เบื้องบนมีดอกบัวบาน 3 ดอก เป็นเอกลักษณ์ที่หาดูได้ยาก

ซุ้มประตูแบบไทยผสมตะวันตก

จุดที่สะท้อนความเปิดกว้างทางศิลปะของวัดสุทัศน์ คือ "ซุ้มประตูกำแพงแก้ว" ที่ขึ้นสู่ลานพระอุโบสถ ซุ้มเหล่านี้ผสมระหว่างศิลปะไทยกับศิลปะตะวันตกอย่างกลมกลืน ตัวซุ้มสร้างด้วยหินอ่อนเซาะร่อง ประดับบัวหัวเสาด้วย "ลายใบอะแคนทัส" (Acanthus) ซึ่งเป็นลายใบไม้คลาสสิกของกรีก-โรมัน หลอมรวมกับลวดลายไทยอย่างน่ารู้สึกแปลก ๆ และน่าทึ่ง

ศาลาการเปรียญ: อาคารทรงไทยอ่อนช้อย

ศาลาการเปรียญตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเขตสังฆาวาส เป็นอาคารทรงไทยโบราณ หลังคา 2 ชั้น มุงด้วยกระเบื้องดินเผา มีเฉลียง 4 ด้าน ภายในประดิษฐาน "พระพุทธเสรฏฐมุนี" หรือพระกลักฝิ่น พระพุทธรูปที่หล่อจากกลักฝิ่นในสมัยรัชกาลที่ 3 อันเป็นสัญลักษณ์การปราบฝิ่นที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ยิ่ง

บานประตูที่ไม่มีใครทำได้

ความงามที่ยกย่องที่สุดของวัดสุทัศน์ คือ "บานประตูพระวิหารหลวง" ที่กล่าวกันว่าเป็นฝีพระหัตถ์รัชกาลที่ 2 ที่ทรงร่วมแกะสลักด้วยพระองค์เองในปี พ.ศ. 2365 บานประตูทำจากไม้สักสูง 5 เมตร หนักบานละ 1 ตัน ลายสลักลึกซ้อนหลายชั้นจนเหมือนภาพในป่าหิมพานต์มีชีวิต

ว่ากันว่าเมื่อรัชกาลที่ 3 ทรงพระราชประสงค์ให้ทำบานประตูแบบนี้ขึ้นใหม่อีกที่อื่น กลับไม่มีช่างที่ไหนสามารถทำได้เหมือน บานประตูของวัดสุทัศน์จึงเป็นงานประติมากรรมที่ "หาที่เปรียบมิได้" อย่างแท้จริง บานประตูชุดเดิมที่ถูกไฟไหม้บางส่วนในปี พ.ศ. 2502 ปัจจุบันถูกถอดเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ความสมส่วนของจักรวาล

สิ่งที่น่าทึ่งของวัดสุทัศน์คือ ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่พระวิหาร พระอุโบสถ พระระเบียงคต ไปจนถึงเสาชิงช้าหน้าวัด ถูกออกแบบไว้ตามคติ "ศูนย์กลางจักรวาล" ของพราหมณ์-พุทธ บอกถึงความเชื่อว่าวัดนี้คือ "เขาพระสุเมรุ" ใจกลางของพระนครและสรรพภพ

ใครได้ไปเยือนวัดสุทัศน์สักครั้ง มักจะรู้สึกถึงทั้งความสงบเย็นและความยิ่งใหญ่ในเวลาเดียวกัน เพราะที่นี่คือผลงานช่างฝีมือไทยระดับชาติที่สั่งสมมาตลอด 3 รัชกาล

ประวัติศาสตร์ ๓ รัชกาล

ภาพจำลองวัดสุทัศนเทพวรารามสมัยรัชกาลที่ 3 พร้อมเสาชิงช้าและบรรยากาศกรุงเทพโบราณ
ประวัติศาสตร์

วัดสุทัศนเทพวราราม: พระอารามที่ก่อสร้างผ่าน 3 รัชกาล

เรื่องราวการก่อตั้งวัดที่ใช้เวลากว่า 40 ปี ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3

ถ้าจะหาวัดสักแห่งที่บอกเล่าเรื่องราวของกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้ครบทุกแง่มุม คงไม่มีวัดไหนเหมาะไปกว่า "วัดสุทัศนเทพวราราม" หรือที่คนกรุงเทพฯ เรียกกันสั้น ๆ ว่า "วัดสุทัศน์" พระอารามที่ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 40 ปี ผ่านพระมหากษัตริย์ถึง 3 พระองค์ จึงสำเร็จเป็นวัดงามคู่กรุงมาจนถึงทุกวันนี้

จุดเริ่มต้นในรัชกาลที่ 1

วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ที่มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งของประเทศไทย เริ่มก่อสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) เมื่อปี พ.ศ. 2350 พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นกลางพระนครชั้นใน ณ บริเวณที่เคยเป็นป่าต้นสุทธาวาส โดยพระราชทานนามแรกว่า "วัดมหาสุทธาวาส"

พระราชดำริสำคัญในการสร้างวัดนี้คือ ต้องการให้พระวิหารมีขนาดใหญ่เทียบเท่า "พระวิหารวัดพนัญเชิง" จังหวัดอยุธยา เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ที่ทรงโปรดให้อัญเชิญลงมาจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ซึ่งภายหลังได้รับพระราชทานนามว่า "พระศรีศากยมุนี"

ทว่าการสร้างวิหารหลังใหญ่ไม่ใช่งานง่าย รัชกาลที่ 1 เสด็จสวรรคตก่อนที่งานจะแล้วเสร็จ พระองค์ได้แต่ทรงเริ่มต้นวางรากฐานและอัญเชิญองค์พระประธานมาถึงพระนครเท่านั้น

งานต่อในรัชกาลที่ 2

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงสานต่อพระราชดำริของพระบรมชนกนาถอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตกแต่งพระวิหารและการสร้างองค์ประกอบต่าง ๆ ของวัด

ผลงานชิ้นเอกในรัชกาลนี้คือ "บานประตูไม้แกะสลักพระวิหารหลวง" ที่กล่าวกันว่าเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง ทรงร่วมออกแบบและทรงร่วมแกะสลักด้วยพระองค์เองในปี พ.ศ. 2365 บานประตูไม้สักสูง 5 เมตร หนักถึงบานละ 1 ตัน แกะสลักลายซับซ้อนวิจิตรงดงาม กลายเป็นงานศิลป์ระดับชาติที่ไม่มีวัดใดเทียบได้

อย่างไรก็ตาม รัชกาลที่ 2 ก็ยังไม่ทันได้ทอดพระเนตรเห็นวัดสำเร็จเช่นกัน

สมโภชใหญ่ในรัชกาลที่ 3

ภาระอันยิ่งใหญ่จึงตกอยู่กับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ผู้ทรงมีพระราชศรัทธาแรงกล้าที่จะ "สถาปนาพระอารามแห่งนี้ให้สำเร็จ" พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้

  • พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา เป็นแม่กองดูแลงานทั้งวัด
  • พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิทักษเทเวศร ทรงควบคุมการสร้างพระอุโบสถใหญ่ พระระเบียงล้อมพระวิหาร และกุฏิสงฆ์

รัชกาลที่ 3 ยังทรงสร้างพระประธานในพระอุโบสถองค์ใหม่ คือ "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์" และทรงนำกลักฝิ่นมาหล่อเป็นพระประธานในศาลาการเปรียญ คือ "พระพุทธเสรฏฐมุนี" ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่มีเรื่องเล่าเชิงประวัติศาสตร์น่าสนใจมาก

ในที่สุด การก่อสร้างทั้งพระอารามแล้วเสร็จบริบูรณ์และสมโภชใหญ่ในปี พ.ศ. 2390 รวมระยะเวลาก่อสร้างต่อเนื่องตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 ทั้งสิ้นราว 40 ปี

พระราชทานนามใหม่ในรัชกาลที่ 4

ต่อมาในรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดสุทัศนเทพวราราม" ซึ่งสื่อถึง "เมืองสุทัสสนะของเทวดาบนสวรรค์ดาวดึงส์" สอดคล้องกับคติว่าวัดนี้คือศูนย์กลางของพระนครและจักรวาลตามความเชื่อโบราณ ที่บริเวณนี้คือ "สะดือเมือง" หรือใจกลางของกรุงรัตนโกสินทร์

วัดประจำรัชกาลที่ 8

แม้จะสร้างในยุคต้นรัตนโกสินทร์ แต่วัดสุทัศน์ได้รับการสถาปนาเป็น "วัดประจำรัชกาล" ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ 8) ในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 8 มาบรรจุไว้ ณ ผ้าทิพย์ด้านหน้าพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนี

วัดสุทัศน์จึงไม่ใช่เพียงสถาปัตยกรรมงดงาม แต่เป็นพยานเงียบของประวัติศาสตร์ไทยที่บอกเล่าทั้งเรื่องของพระมหากษัตริย์ ช่างฝีมือ และศรัทธาของผู้คนยาวนานกว่าสองศตวรรษ

สัตตมหาสถาน

สัตตมหาสถาน

มรดกธรรมจำลองย้อนรอยพุทธภูมิ ๗ สัปดาห์ ณ วัดสุทัศน์ฯ

สัตตมหาสถาน หมายถึง สถานที่สำคัญ ๗ แห่งที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับเสวยวิมุตติสุข แห่งละ ๗ วัน รวมเป็นระยะเวลา ๔๙ วันหลังการตรัสรู้ ซึ่งในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) ทรงมีพระราชดำริอันลึกซึ้งให้จำลองสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้มาประดิษฐานไว้ภายในวัด เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้พุทธประวัติสืบไป

๑. รายละเอียดสถานที่สำคัญทััง ๗ แห่ง

การจัดวางสัตตมหาสถานภายในวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นการนำพรรณไม้และสถาปัตยกรรมมาแทนค่าสถานที่จริงในอินเดียได้อย่างสมบูรณ์ ดังนี้:

ลำดับ สถานที่ ความหมายและการจำลอง
โพธิบัลลังก์สถานที่ตรัสรู้ เสวยวิมุตติสุขสัปดาห์ที่ ๑ ใต้ต้นมหาโพธิ์
อนิมิสเจดีย์เสด็จยืนเพ่งดูต้นมหาโพธิ์ด้วยความกตัญญูตลอด ๗ วัน
รัตนจงกรมเจดีย์สถานที่เสด็จจงกรมระหว่างต้นมหาโพธิ์และอนิมิสเจดีย์
รัตนฆรเจดีย์ประทับในเรือนแก้วพิจารณาพระอภิธรรมตลอด ๗ วัน
อชปาลนิโครธประทับใต้ต้นไทร ทรงตอบปัญหาพราหมณ์ผู้มาเฝ้า
มุจลินทเจดีย์ประทับใต้ต้นจิก พญานาคมาแผ่พังพานปกป้องฝน
ราชายตนะประทับใต้ต้นเกด สิ้นสุด ๔๙ วันของการเสวยวิมุตติสุข

๒. คุณค่าแห่งพุทธศิลป์ใจกลางพระนคร

วัดสุทัศน์ฯ เป็นหนึ่งในไม่กี่วัดที่จัดสร้างสัตตมหาสถานได้ครบถ้วนที่สุด สะถ้อนถึงพระราชนิยมในรัชกาลที่ ๓ ที่ต้องการให้วัดเป็นสถานศึกษาธรรมกายที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายผ่านรูปธรรมทางศิลปกรรมที่งดงาม

บทสรุปสัตตมหาสถาน

มรดกธรรม ๗ สัปดาห์: สถานที่เสด็จเสวยวิมุตติสุขหลังการตรัสรู้ เพื่อพิจารณาธรรมอันลึกซึ้งก่อนเผยแผ่พระศาสนา
พระราชนิยมรัชกาลที่ ๓: จำลองโดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) มรดกล้ำค่าแห่งต้นรัตนโกสินทร์
พิกัดปูชนียสถาน: ประดิษฐานอยู่บริเวณพื้นที่ระหว่างพระอุโบสถและพระวิหารหลวง แวดล้อมด้วยต้นไม้ตามพุทธประวัติ
ความสำคัญ: เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คทางธรรมที่หาชมได้ยากและสมบูรณ์ที่สุดในกรุงเทพมหานคร
WAT SUTHAT THEPWARARAM | DIGITAL ARCHIVE

พระศรีศากยมุนี

พระศรีศากยมุนี พระประธานวัดสุทัศนเทพวราราม ภายในพระวิหารหลวง กรุงเทพมหานคร
พระพุทธรูป

พระศรีศากยมุนี: พระประธานคู่บารมีกรุงรัตนโกสินทร์

พระสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่อัญเชิญลงมาจากสุโขทัย

ในใจกลางของพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวราราม มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์องค์หนึ่งที่ผู้พบเห็นต่างต้องนิ่งงัน ด้วยความใหญ่โต งดงาม และความสง่าที่แผ่ออกมาราวกับเปล่งปัญญาเงียบ ๆ ให้กับทุกคนที่เข้าไปกราบ พระพุทธรูปองค์นี้คือ "พระศรีศากยมุนี" หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกขานกันว่า "หลวงพ่อโต"

พระพุทธรูปสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ที่สุดในสยาม

พระศรีศากยมุนี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ มีหน้าตักกว้างถึง 3 วา 1 คืบ (ราว 6.25 เมตร) ซึ่งนับเป็น พระพุทธรูปหล่อ (สัมฤทธิ์) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่หล่อขึ้นในสมัยโบราณก่อนที่จะมีเทคโนโลยีหล่อสมัยใหม่

ความใหญ่ขององค์พระไม่ได้ทำให้ความงามลดลงแม้แต่น้อย กลับยิ่งทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกถึงความศรัทธาและความสามารถของช่างไทยโบราณที่สามารถสร้างพระพุทธรูปขนาดมหึมาได้อย่างสมส่วนและประณีต

รากเหง้าจากเมืองสุโขทัย

พระศรีศากยมุนีไม่ใช่พระพุทธรูปที่สร้างขึ้นที่กรุงเทพฯ แต่เดิมเป็น พระประธานในพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย เป็นมรดกตกทอดที่อยู่คู่เมืองมานับร้อยปี

เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) พระองค์ทรงพระราชดำริที่จะสถาปนาพระอารามใหม่ใจกลางพระนคร และเห็นว่าควรอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญที่สุดของอาณาจักรเก่าลงมาประดิษฐานเป็นพระประธาน เพื่อสื่อนัยความสืบเนื่องของอาณาจักรไทย

การชะลอ (ลาก) พระพุทธรูปขนาดมหึมาเช่นนี้จากสุโขทัยลงสู่กรุงเทพฯ ถือเป็นเรื่องที่ยากเย็น ใช้ทั้งกำลังคน พลังศรัทธา และเทคนิคทางวิศวกรรมที่น่าทึ่งของยุคนั้น และเชื่อว่ารัชกาลที่ 1 ทรงให้ความสำคัญถึงขนาดเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรในขั้นตอนต่าง ๆ ของการเคลื่อนย้ายด้วยพระองค์เอง

พระประธานในพระวิหารหลวงคู่กรุง

เมื่อพระศรีศากยมุนีอัญเชิญถึงพระนคร รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารขึ้นเพื่อรองรับองค์พระโดยเฉพาะ ตั้งใจให้พระวิหารหลังนี้มีขนาดใหญ่เทียบเท่าพระวิหารวัดพนัญเชิงในกรุงเก่า เพื่อให้คู่ควรกับองค์พระที่อัญเชิญลงมา

แต่กว่าจะสำเร็จก็ผ่านถึง 3 รัชกาล กล่าวคือ

  • รัชกาลที่ 1 ทรงเริ่มอัญเชิญและวางผังวิหาร
  • รัชกาลที่ 2 ทรงสานต่อ
  • รัชกาลที่ 3 ทรงสถาปนาวัดให้สมบูรณ์ และมีการสมโภชใหญ่ใน พ.ศ. 2390

ผู้ที่เข้ามาในพระวิหารหลวงทุกวันนี้ จะเห็นพระศรีศากยมุนีนั่งสง่าอยู่ตรงกลาง ลำพระวรกายเปล่งสีทองอ่อนนวล ตาเหลือบลงต่ำในท่วงท่าสำรวม สื่อถึงความสงบและสมาธิอันลึกซึ้ง

"พระบรมราชสรีรางคาร" ของรัชกาลที่ 8

อีกหนึ่งความสำคัญที่ทำให้พระศรีศากยมุนียิ่งศักดิ์สิทธิ์ในใจคนไทย คือ ที่ ผ้าทิพย์ด้านหน้าพุทธบัลลังก์ ขององค์พระศรีศากยมุนี เป็นที่บรรจุ พระบรมราชสรีรางคาร ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ 8)

เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินอัญเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 8 มาบรรจุไว้ ณ ฐานชุกชีของพระศรีศากยมุนี ทำให้วัดสุทัศน์กลายเป็น "วัดประจำรัชกาลที่ 8" ตั้งแต่นั้นมา

ขอพรที่หลวงพ่อโต

ทุกวันมีพุทธศาสนิกชนแวะเวียนไปกราบสักการะพระศรีศากยมุนีไม่ขาดสาย ส่วนใหญ่ขอพรเรื่องชีวิตให้ร่มเย็นเป็นสุข สุขภาพแข็งแรง การงานเจริญรุ่งเรือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การขอขมากรรม" หรือ "การถอนคำสาบาน-คำสาปแช่ง" ที่เคยเกิดขึ้นในชีวิต ซึ่งเป็นพิธีที่ทางวัดมีบทสวดและขั้นตอนเตรียมไว้ให้

นั่งกราบหน้าหลวงพ่อโตสักครู่ ฟังเสียงระฆังในระเบียงคต และความเงียบของวิหารใหญ่ คนหลายคนบอกว่ารู้สึกได้ถึงความสงบที่หาได้ยากในชีวิตเมือง

สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ลืม

หากใครได้แวะไปเยี่ยมวัดสุทัศน์ ขอแนะนำให้ใช้เวลาเงียบ ๆ มองพระศรีศากยมุนีนาน ๆ จะรู้สึกได้ว่า องค์พระไม่ได้เป็นเพียงประติมากรรม แต่เป็น สายใยทางจิตใจ ที่เชื่อมโยงสุโขทัย รัตนโกสินทร์ และผู้คนในยุคปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าอัศจรรย์

pret-wat-suthat

เปรตวัดสุทัศน์ - วัดสุทัศนเทพวราราม

เปรตวัดสุทัศน์

ตำนานความเชื่อและกุศโลบายสอนใจที่อยู่คู่เกาะรัตนโกสินทร์

วลีอมตะอย่าง "ยักษ์วัดแจ้ง แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์" คือสิ่งที่อยู่คู่กับความทรงจำของชาวกรุงเทพมหานครมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะเรื่องราวของ เปรตวัดสุทัศน์ ที่ไม่ได้มีเพียงความน่าสะพรึงกลัว แต่แฝงไว้ด้วยพุทธศิลป์และคติธรรมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

๑. ร่องรอยแห่งจิตรกรรมบนเสาพระวิหารหลวง

หากนักท่องเที่ยวและพุทธศาสนิกชนได้มีโอกาสเข้าไปสักการะ พระศรีศากยมุนี ภายในพระวิหารหลวง สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดชมคือภาพจิตรกรรมฝาผนังบนเสาพระวิหารต้นที่สองด้านซ้าย ซึ่งปรากฏเป็นรูปเปรตที่มีพุทธลักษณะผอมโซ สูงชะลูดเท่าต้นตาล มือใหญ่เท่าใบลาน และมีจุดเด่นคือ "ปากเท่ารูเข็ม"

ภาพจิตรกรรมชุดนี้ถือเป็นกุศโลบายชั้นครูในสมัยรัชกาลที่ ๓ ที่ต้องการจำลอง "ภพภูมิ" ต่างๆ ตามคติไตรภูมิมาไว้ให้ประชาชนได้ศึกษา เพื่อให้เกิดความเกรงกลัวต่อบาปและเข้าใจในเรื่องกฎแห่งกรรม

๒. ปริศนาเสาชิงช้าและภาพลวงตา

อีกหนึ่งข้อสันนิษฐานที่ทำให้ชื่อของเปรตที่นี่เลื่องลือ คือความสอดคล้องระหว่างที่ตั้งของวัดกับ เสาชิงช้า ในอดีตยามค่ำคืนที่ไร้แสงไฟสว่างไสว เงาที่ทอดยาวและรูปทรงที่สูงตะคุ่มของเสาชิงช้าท่ามกลางหมอกหนา มักถูกจินตนาการว่าเป็นร่างของเปรตที่ออกมายืนรอรับส่วนบุญ กลายเป็นที่มาของเรื่องเล่า "เปรตหน้าวัด" ที่โด่งดังไปทั่วพระนคร

๓. เรื่องเล่าจากประวัติสมเด็จสังฆราช (แพ)

ในสมัยของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสฺสเทโว) อดีตสมเด็จพระสังฆราช เคยมีบันทึกและคำบอกเล่าว่าพระองค์ทรงมีเมตตาจิตสูงยิ่ง โดยมีเรื่องเล่าขานว่าท่านเคยพบเห็นสัตว์ในภพภูมินี้มาปรากฏกาย และท่านได้สอนให้พุทธศาสนิกชนเข้าใจว่าเปรตคือเพื่อนร่วมวัฏสงสารที่รอคอยความเมตตาและการอุทิศส่วนกุศลจากพวกเรา

บทสรุปและกุศโลบายทางธรรม

  • หิริโอตตัปปะ: สอนให้คนเกรงกลัวและละอายต่อการทำบาป โดยเฉพาะเรื่องการอกตัญญู
  • พุทธศิลป์: ชมภาพเปรตปากเท่ารูเข็มได้บนเสาภายในพระวิหารหลวงวัดสุทัศน์
  • การอ้างอิง: สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพุทธศาสนาได้ที่ กรมศิลปากร
  • ข้อคิด: การชมภาพเปรตคือการกลับมาสำรวจการกระทำของตนเองเพื่อให้ดำเนินชีวิตอย่างมีสติ