พระศรีศากยมุนี

พระศรีศากยมุนี พระประธานวัดสุทัศนเทพวราราม ภายในพระวิหารหลวง กรุงเทพมหานคร
พระพุทธรูป

พระศรีศากยมุนี: พระประธานคู่บารมีกรุงรัตนโกสินทร์

พระสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่อัญเชิญลงมาจากสุโขทัย

ในใจกลางของพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวราราม มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์องค์หนึ่งที่ผู้พบเห็นต่างต้องนิ่งงัน ด้วยความใหญ่โต งดงาม และความสง่าที่แผ่ออกมาราวกับเปล่งปัญญาเงียบ ๆ ให้กับทุกคนที่เข้าไปกราบ พระพุทธรูปองค์นี้คือ "พระศรีศากยมุนี" หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกขานกันว่า "หลวงพ่อโต"

พระพุทธรูปสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ที่สุดในสยาม

พระศรีศากยมุนี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ มีหน้าตักกว้างถึง 3 วา 1 คืบ (ราว 6.25 เมตร) ซึ่งนับเป็น พระพุทธรูปหล่อ (สัมฤทธิ์) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่หล่อขึ้นในสมัยโบราณก่อนที่จะมีเทคโนโลยีหล่อสมัยใหม่

ความใหญ่ขององค์พระไม่ได้ทำให้ความงามลดลงแม้แต่น้อย กลับยิ่งทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกถึงความศรัทธาและความสามารถของช่างไทยโบราณที่สามารถสร้างพระพุทธรูปขนาดมหึมาได้อย่างสมส่วนและประณีต

รากเหง้าจากเมืองสุโขทัย

พระศรีศากยมุนีไม่ใช่พระพุทธรูปที่สร้างขึ้นที่กรุงเทพฯ แต่เดิมเป็น พระประธานในพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย เป็นมรดกตกทอดที่อยู่คู่เมืองมานับร้อยปี

เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) พระองค์ทรงพระราชดำริที่จะสถาปนาพระอารามใหม่ใจกลางพระนคร และเห็นว่าควรอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญที่สุดของอาณาจักรเก่าลงมาประดิษฐานเป็นพระประธาน เพื่อสื่อนัยความสืบเนื่องของอาณาจักรไทย

การชะลอ (ลาก) พระพุทธรูปขนาดมหึมาเช่นนี้จากสุโขทัยลงสู่กรุงเทพฯ ถือเป็นเรื่องที่ยากเย็น ใช้ทั้งกำลังคน พลังศรัทธา และเทคนิคทางวิศวกรรมที่น่าทึ่งของยุคนั้น และเชื่อว่ารัชกาลที่ 1 ทรงให้ความสำคัญถึงขนาดเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรในขั้นตอนต่าง ๆ ของการเคลื่อนย้ายด้วยพระองค์เอง

พระประธานในพระวิหารหลวงคู่กรุง

เมื่อพระศรีศากยมุนีอัญเชิญถึงพระนคร รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารขึ้นเพื่อรองรับองค์พระโดยเฉพาะ ตั้งใจให้พระวิหารหลังนี้มีขนาดใหญ่เทียบเท่าพระวิหารวัดพนัญเชิงในกรุงเก่า เพื่อให้คู่ควรกับองค์พระที่อัญเชิญลงมา

แต่กว่าจะสำเร็จก็ผ่านถึง 3 รัชกาล กล่าวคือ

  • รัชกาลที่ 1 ทรงเริ่มอัญเชิญและวางผังวิหาร
  • รัชกาลที่ 2 ทรงสานต่อ
  • รัชกาลที่ 3 ทรงสถาปนาวัดให้สมบูรณ์ และมีการสมโภชใหญ่ใน พ.ศ. 2390

ผู้ที่เข้ามาในพระวิหารหลวงทุกวันนี้ จะเห็นพระศรีศากยมุนีนั่งสง่าอยู่ตรงกลาง ลำพระวรกายเปล่งสีทองอ่อนนวล ตาเหลือบลงต่ำในท่วงท่าสำรวม สื่อถึงความสงบและสมาธิอันลึกซึ้ง

"พระบรมราชสรีรางคาร" ของรัชกาลที่ 8

อีกหนึ่งความสำคัญที่ทำให้พระศรีศากยมุนียิ่งศักดิ์สิทธิ์ในใจคนไทย คือ ที่ ผ้าทิพย์ด้านหน้าพุทธบัลลังก์ ขององค์พระศรีศากยมุนี เป็นที่บรรจุ พระบรมราชสรีรางคาร ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ 8)

เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินอัญเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 8 มาบรรจุไว้ ณ ฐานชุกชีของพระศรีศากยมุนี ทำให้วัดสุทัศน์กลายเป็น "วัดประจำรัชกาลที่ 8" ตั้งแต่นั้นมา

ขอพรที่หลวงพ่อโต

ทุกวันมีพุทธศาสนิกชนแวะเวียนไปกราบสักการะพระศรีศากยมุนีไม่ขาดสาย ส่วนใหญ่ขอพรเรื่องชีวิตให้ร่มเย็นเป็นสุข สุขภาพแข็งแรง การงานเจริญรุ่งเรือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การขอขมากรรม" หรือ "การถอนคำสาบาน-คำสาปแช่ง" ที่เคยเกิดขึ้นในชีวิต ซึ่งเป็นพิธีที่ทางวัดมีบทสวดและขั้นตอนเตรียมไว้ให้

นั่งกราบหน้าหลวงพ่อโตสักครู่ ฟังเสียงระฆังในระเบียงคต และความเงียบของวิหารใหญ่ คนหลายคนบอกว่ารู้สึกได้ถึงความสงบที่หาได้ยากในชีวิตเมือง

สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ลืม

หากใครได้แวะไปเยี่ยมวัดสุทัศน์ ขอแนะนำให้ใช้เวลาเงียบ ๆ มองพระศรีศากยมุนีนาน ๆ จะรู้สึกได้ว่า องค์พระไม่ได้เป็นเพียงประติมากรรม แต่เป็น สายใยทางจิตใจ ที่เชื่อมโยงสุโขทัย รัตนโกสินทร์ และผู้คนในยุคปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าอัศจรรย์

ศิลปกรรมบริเวณพระวิหารหลวง

ศิลปกรรมพระวิหารหลวง

พุทธศิลป์ล้ำค่า ๓ รัชกาล แห่งวัดสุทัศนเทพวราราม

วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เริ่มวางศิลาฤกษ์พระวิหารหลวงในปี พ.ศ. ๒๓๕๐ และเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. ๒๓๙๐ ศิลปกรรมในบริเวณนี้จึงเป็นการผสมผสานสุดยอดงานฝีมือจากรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ ไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

๑. สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมพระวิหารหลวง

โครงสร้างถูกออกแบบตามคติจักรวาลวิทยา จำลองเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางจักรวาล มีหลังคาชั้นซ้อนที่สง่างามและเสานางเรียงทั้งหมด ๓๖ ต้น หัวเสาเป็นปูนปั้นบัวแวงปิดทองประดับกระจก

ศิลปกรรมวัดสุทัศน์

รอบพระวิหารประดิษฐาน ถะจีน หรือเจดีย์ศิลาจีน ๒๘ องค์ ซึ่งสื่อถึงพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ในอดีต เป็นเอกลักษณ์เด่นของงานศิลป์สมัยรัชกาลที่ ๓

นอกจากนี้ยังมีบานประตูจำหลักไม้ฝีพระหัตถ์ของรัชกาลที่ ๒ และภาพสัตว์หิมพานต์สีฝุ่นบนผ้า ๔๖ ภาพที่ประดับอยู่เหนือกรอบประตูหน้าต่าง ภายในเป็นที่ประดิษฐาน พระศรีศากยมุนี

สรุปสาระสำคัญ

มรดก ๓ รัชกาล: ใช้เวลาก่อสร้าง ๔๐ ปี รวบรวมงานช่างหลวงที่ประณีตที่สุด
คติความเชื่อ: วางผังตามคติไตรภูมิ จำลองเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางจักรวาล
Unseen: ถะจีนศิลา ๒๘ องค์ และบานประตูจำหลักไม้ฝีพระหัตถ์รัชกาลที่ ๒

ชื่อ ชั้น ลักษณะทางภูมิศาสตร์ การขึ้นทะเบียน และประวัติวัดสุทัศนเทพวรารามโดยสังเขป

ชื่อ ชั้น ลักษณะทางภูมิศาสตร์ การขึ้นทะเบียน และประวัติโดยสังเขป

วัดสุทัศนเทพวราราม มีนามปรากฏตั้งแต่อดีตหลายนาม เช่น วัดพระใหญ่, วัดพระโต, วัดเสาชิงช้า และวัดมหาสุทธาวาส เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร บนพื้นที่ประวัติศาสตร์กว่า ๒๕ ไร่ ๒ งาน

๑. ลักษณะทางภูมิศาสตร์และอาณาเขต

พื้นที่วัดถูกแบ่งเป็น ๒ เขตชัดเจน คือ “พุทธาวาส” (ด้านเหนือ) และ “สังฆาวาส” (ด้านใต้) โดยมีอาณาเขตติดต่อถนนสายสำคัญที่เป็นหัวใจของเกาะรัตนโกสินทร์:

ทิศเหนือติดถนนบำรุงเมือง (เสาชิงช้า) และศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร
ทิศใต้ติดอาคารพาณิชย์ และถนนสระสรง
ทิศตะวันออกติดถนนอุณากรรณ และสวนรมณีนาถ
ทิศตะวันตกติดถนนตีทอง และอาคารพาณิชย์

๒. การขึ้นทะเบียนและประวัติโดยสังเขป

สถาปนาขึ้นในรัชสมัย รัชกาลที่ ๑ โดยทรงมีพระราชดำริสร้างพระวิหารหลวงให้สูงเด่นเทียบเท่าวิหารวัดพระเจ้าพนัญเชิง เพื่อสะท้อนความรุ่งเรืองของบ้านเมือง ทรงอัญเชิญ พระศรีศากยมุนี จากสุโขทัยมาประดิษฐาน และพระราชทานนามว่า "มหาสุทธาวาส" ตามชื่อพรหมโลกชั้นสุทธาวาส

ในรัชสมัย รัชกาลที่ ๓ ทรงบูรณะต่อจนสำเร็จสมบูรณ์ พร้อมพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดสุทัศนเทพวราราม" เพื่อเปรียบวัดแห่งนี้เป็น "สุทัศนนคร" นครหลวงบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ใจกลางพระนคร

สรุปข้อมูลสำคัญ

ลำดับชั้น: พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร (ศูนย์กลางแห่งพระนคร)
เนื้อที่: ๒๕ ไร่ ๒ งาน แบ่งเป็นเขตพุทธาวาสและสังฆาวาส
ความสำคัญ: ปูชนียสถานสำหรับแผ่นดินที่เป็นจุดกึ่งกลางพระนครพอดี
สถาปัตยกรรม: ฐานพระวิหารหลวงสูงเด่นเป็นพิเศษตามแนวพระราชดำริรัชกาลที่ ๑