สถาปัตยกรรมพระอุโบสถ วัดสุทัศนเทพวราราม ประวัติวัดสุทัศน์
สถาปัตยกรรม

สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมวัดสุทัศน์: ความงามที่หาที่เปรียบมิได้

พระวิหารหลวง พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ และศิลปกรรมประจำวัด

ผู้ที่ได้ก้าวเข้าไปในเขตวัดสุทัศนเทพวรารามครั้งแรก มักจะตื่นตาตื่นใจกับความใหญ่โต ความสมส่วน และความวิจิตรของอาคารต่าง ๆ ที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ ภายในเขตพุทธาวาสประกอบด้วยอาคารสำคัญสามหลัง ได้แก่ พระวิหารหลวง พระอุโบสถ และศาลาการเปรียญ ทุกหลังต่างเล่าเรื่องของช่างฝีมือชั้นยอดในต้นกรุงรัตนโกสินทร์อย่างน่าทึ่ง

พระวิหารหลวง: สถาปัตยกรรมไทยประเพณีอันงามสง่า

พระวิหารหลวงเป็นอาคารที่สร้างขึ้นก่อนเป็นอันดับแรก เพราะตั้งใจให้เป็นที่ประดิษฐาน "พระศรีศากยมุนี" ที่ชะลอลงมาจากสุโขทัย ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณี หลังคา 2 ซ้อน 4 ตับ มีมุขลดทรงโถงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

เสาอาคารด้านนอกเป็นเสาย่อมุมไม้สิบสอง ส่วนหัวเสาประดับเป็นบัวแวง ส่วนหน้าบันแกะสลักไม้ปิดทองประดับกระจก แบ่งลายในกรอบสามเหลี่ยมเป็น 2 ชั้น ชั้นในแกะเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณล้อมด้วยลายกระหนก ชั้นนอกประดับลายกระหนกก้านขดและกระหนกเปลวพลิ้วไหวอย่างมีชีวิตชีวา

ภายในพระวิหารยังมีจิตรกรรมฝาผนังที่วาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นเรื่องราวพุทธประวัติ และที่น่าสนใจคือมีภาพ "เปรต" ตนหนึ่งนอนพาดกายอยู่ และมีพระสงฆ์ยืนพิจารณาสังขาร ซึ่งกลายเป็นภาพที่นักท่องเที่ยวมักไปถ่ายรูปและพูดถึงกันเสมอ

พระอุโบสถ: ยาวที่สุดในประเทศไทย

พระอุโบสถสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 มีขนาดใหญ่โต กว้าง 22.60 เมตร ยาว 72.25 เมตร นับว่ายาวที่สุดในประเทศไทย ก่ออิฐถือปูนหนา หลังคาซ้อนชั้นแบบไทยประเพณี มีหน้าบันแกะสลักไม้ลงรักปิดทอง

ภายในประดิษฐานพระประธานคือ "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์" ปางมารวิชัย รอบ ๆ มีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 3 ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า รามเกียรติ์ และเรื่อง "สุทัศนนคร" สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตามคติพราหมณ์-พุทธ

อีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดคือ "ซุ้มเสมา" ทั้ง 8 ซุ้มที่ตั้งอยู่บนกำแพงแก้วรอบพระอุโบสถ ใบเสมาคู่ทำจากหินอ่อนสีเทา สลักเป็นภาพช้าง 3 เศียร งวงชูดอกบัวตูมเศียรละ 1 ดอก เบื้องบนมีดอกบัวบาน 3 ดอก เป็นเอกลักษณ์ที่หาดูได้ยาก

ซุ้มประตูแบบไทยผสมตะวันตก

จุดที่สะท้อนความเปิดกว้างทางศิลปะของวัดสุทัศน์ คือ "ซุ้มประตูกำแพงแก้ว" ที่ขึ้นสู่ลานพระอุโบสถ ซุ้มเหล่านี้ผสมระหว่างศิลปะไทยกับศิลปะตะวันตกอย่างกลมกลืน ตัวซุ้มสร้างด้วยหินอ่อนเซาะร่อง ประดับบัวหัวเสาด้วย "ลายใบอะแคนทัส" (Acanthus) ซึ่งเป็นลายใบไม้คลาสสิกของกรีก-โรมัน หลอมรวมกับลวดลายไทยอย่างน่ารู้สึกแปลก ๆ และน่าทึ่ง

ศาลาการเปรียญ: อาคารทรงไทยอ่อนช้อย

ศาลาการเปรียญตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเขตสังฆาวาส เป็นอาคารทรงไทยโบราณ หลังคา 2 ชั้น มุงด้วยกระเบื้องดินเผา มีเฉลียง 4 ด้าน ภายในประดิษฐาน "พระพุทธเสรฏฐมุนี" หรือพระกลักฝิ่น พระพุทธรูปที่หล่อจากกลักฝิ่นในสมัยรัชกาลที่ 3 อันเป็นสัญลักษณ์การปราบฝิ่นที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ยิ่ง

บานประตูที่ไม่มีใครทำได้

ความงามที่ยกย่องที่สุดของวัดสุทัศน์ คือ "บานประตูพระวิหารหลวง" ที่กล่าวกันว่าเป็นฝีพระหัตถ์รัชกาลที่ 2 ที่ทรงร่วมแกะสลักด้วยพระองค์เองในปี พ.ศ. 2365 บานประตูทำจากไม้สักสูง 5 เมตร หนักบานละ 1 ตัน ลายสลักลึกซ้อนหลายชั้นจนเหมือนภาพในป่าหิมพานต์มีชีวิต

ว่ากันว่าเมื่อรัชกาลที่ 3 ทรงพระราชประสงค์ให้ทำบานประตูแบบนี้ขึ้นใหม่อีกที่อื่น กลับไม่มีช่างที่ไหนสามารถทำได้เหมือน บานประตูของวัดสุทัศน์จึงเป็นงานประติมากรรมที่ "หาที่เปรียบมิได้" อย่างแท้จริง บานประตูชุดเดิมที่ถูกไฟไหม้บางส่วนในปี พ.ศ. 2502 ปัจจุบันถูกถอดเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ความสมส่วนของจักรวาล

สิ่งที่น่าทึ่งของวัดสุทัศน์คือ ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่พระวิหาร พระอุโบสถ พระระเบียงคต ไปจนถึงเสาชิงช้าหน้าวัด ถูกออกแบบไว้ตามคติ "ศูนย์กลางจักรวาล" ของพราหมณ์-พุทธ บอกถึงความเชื่อว่าวัดนี้คือ "เขาพระสุเมรุ" ใจกลางของพระนครและสรรพภพ

ใครได้ไปเยือนวัดสุทัศน์สักครั้ง มักจะรู้สึกถึงทั้งความสงบเย็นและความยิ่งใหญ่ในเวลาเดียวกัน เพราะที่นี่คือผลงานช่างฝีมือไทยระดับชาติที่สั่งสมมาตลอด 3 รัชกาล