พระพุทธรูปที่หล่อจากกลักฝิ่นในสมัยรัชกาลที่ 3 หนึ่งเดียวในโลก
ในศาลาการเปรียญของวัดสุทัศนเทพวราราม มีพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่ดูภายนอกเหมือนพระสัมฤทธิ์ทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อรู้ที่มา ใครก็ต้องตื่นเต้น เพราะองค์พระนี้หล่อขึ้นจาก "กลักฝิ่น" ที่ยึดมาจากการปราบฝิ่นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) จนชาวบ้านเรียกขานกันด้วยความคุ้นปากว่า "พระกลักฝิ่น" ก่อนที่ภายหลังจะได้รับพระราชทานนามอย่างเป็นทางการว่า "พระพุทธเสรฏฐมุนี"
ในสมัยรัชกาลที่ 3 ปัญหาฝิ่นแพร่ระบาดในสยามอย่างหนัก โดยเฉพาะตามท่าเรือและในย่านชุมชนชาวจีน จนกลายเป็นภัยทางสังคมและเศรษฐกิจครั้งใหญ่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นความเสียหาย จึงโปรดเกล้าฯ ให้ออกกฎหมายปราบฝิ่นอย่างจริงจัง มีการตรวจค้น ยึด และทำลายฝิ่นจำนวนมาก
อุปกรณ์ที่ใช้สูบฝิ่นและภาชนะบรรจุฝิ่นที่เรียกว่า "กลักฝิ่น" ทำจากโลหะหลายชนิด เมื่อถูกริบมาเป็นจำนวนมหาศาล รัชกาลที่ 3 ทรงเห็นว่า แทนที่จะปล่อยทิ้งหรือทำลายอย่างไร้ค่า ควรนำโลหะเหล่านี้มาแปรเปลี่ยนเป็น "พุทธปฏิมา" เพื่อให้สิ่งเลวร้ายกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนกราบไหว้บูชาได้
เมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2382 มีการนำกลักฝิ่นจำนวนมากมาหลอมรวมเพื่อหล่อเป็นพระพุทธรูป ที่โรงหล่อของหลวงในพระบรมมหาราชวัง และอัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระประธานที่ ศาลาการเปรียญ วัดสุทัศนเทพวราราม
ในยุคนั้นชาวบ้านเรียกพระพุทธรูปองค์นี้กันสั้น ๆ ว่า "พระกลักฝิ่น" ตามวัสดุดั้งเดิมที่ใช้หล่อ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) จึงทรงพระราชทานนามอย่างเป็นทางการว่า "พระพุทธเสรฏฐมุนี" อันมีความหมายว่า "พระมุนีผู้ประเสริฐ"
พระพุทธเสรฏฐมุนีเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยโลหะทองเหลือง (อันได้มาจากกลักฝิ่นนั่นเอง) ขนาดไม่ใหญ่โตเท่าพระศรีศากยมุนีหรือพระพุทธตรีโลกเชษฐ์ แต่มีพุทธลักษณะงดงามครบถ้วน นั่งสง่าอยู่กลางศาลาการเปรียญทรงไทยที่อ่อนช้อยและร่มเย็น
จุดเด่นของพระองค์นี้ไม่ได้อยู่ที่ขนาด แต่อยู่ที่ "ประวัติศาสตร์อันลึกซึ้ง" ที่บรรจุอยู่ในเนื้อโลหะ เพราะทุกส่วนขององค์พระล้วนเคยเป็นภัยร้ายในสังคม แต่ถูกแปรสภาพเป็นเครื่องเตือนใจให้คนรุ่นหลังเข้าใจคุณค่าของการ "เปลี่ยนสิ่งเลวให้กลายเป็นสิ่งดี"
นักประวัติศาสตร์และผู้สนใจพุทธศิลป์ต่างยกย่องว่า พระพุทธเสรฏฐมุนีของวัดสุทัศน์เป็น "พระพุทธรูปจากกลักฝิ่นหนึ่งเดียวในโลก" เพราะการนำกลักฝิ่นที่ยึดได้จากการปราบยาเสพติดมาหล่อเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ไม่เคยปรากฏในประเทศใดมาก่อน
นอกจากนี้ การกระทำของรัชกาลที่ 3 ยังสะท้อนพระราชวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ที่มองว่าวัสดุชั่วร้ายสามารถถูกเปลี่ยนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ และเป็นการประกาศเชิงสัญลักษณ์ว่า สยามจะไม่ยอมจำนนต่อภัยฝิ่นเด็ดขาด
ศาลาการเปรียญที่ประดิษฐานพระพุทธเสรฏฐมุนี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเขตสังฆาวาสวัดสุทัศน์ เป็นอาคารทรงไทยโบราณ หลังคา 2 ชั้น มุงด้วยกระเบื้องดินเผา มีเฉลียงล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน ภายในร่มเย็น เงียบสงบ เหมาะแก่การฟังเทศน์ สวดมนต์ และปฏิบัติธรรม
ผู้ที่ได้แวะเข้ามาในศาลาแห่งนี้มักจะรู้สึกถึงพลังอันสงบเย็น และเมื่อทราบเรื่องราวของพระพุทธเสรฏฐมุนีแล้ว จะยิ่งรู้สึกอัศจรรย์ในความหมายของการเปลี่ยนแปลงที่อยู่เบื้องหลังองค์พระ
พระพุทธเสรฏฐมุนีไม่ได้เป็นเพียงพระพุทธรูปสวยงามอีกหนึ่งองค์ของวัดสุทัศน์ แต่เป็น "อนุสาวรีย์แห่งศีลธรรม" ที่บอกเล่าเรื่องราวของการต่อสู้กับยาเสพติดในยุคต้นรัตนโกสินทร์ และเป็นเครื่องเตือนใจให้คนไทยทุกยุคทุกสมัยตระหนักถึงพิษภัยของฝิ่น สุรา และอบายมุขทุกชนิด
ในปัจจุบัน เมื่อเรามองดูองค์พระเสรฏฐมุนีในศาลาการเปรียญ จะรู้สึกได้ว่าผู้สร้างมีความตั้งใจที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงสร้างพระพุทธรูปเพื่อกราบไหว้ แต่ยังสร้างเพื่อเตือนสติคนรุ่นหลังว่า "แม้สิ่งร้ายที่สุด ก็ยังสามารถถูกเปลี่ยนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ ขอเพียงมีศรัทธาและความตั้งใจอันแรงกล้า"