เรื่องราวการก่อตั้งวัดที่ใช้เวลากว่า 40 ปี ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3
ถ้าจะหาวัดสักแห่งที่บอกเล่าเรื่องราวของกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้ครบทุกแง่มุม คงไม่มีวัดไหนเหมาะไปกว่า "วัดสุทัศนเทพวราราม" หรือที่คนกรุงเทพฯ เรียกกันสั้น ๆ ว่า "วัดสุทัศน์" พระอารามที่ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 40 ปี ผ่านพระมหากษัตริย์ถึง 3 พระองค์ จึงสำเร็จเป็นวัดงามคู่กรุงมาจนถึงทุกวันนี้
วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ที่มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งของประเทศไทย เริ่มก่อสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) เมื่อปี พ.ศ. 2350 พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นกลางพระนครชั้นใน ณ บริเวณที่เคยเป็นป่าต้นสุทธาวาส โดยพระราชทานนามแรกว่า "วัดมหาสุทธาวาส"
พระราชดำริสำคัญในการสร้างวัดนี้คือ ต้องการให้พระวิหารมีขนาดใหญ่เทียบเท่า "พระวิหารวัดพนัญเชิง" จังหวัดอยุธยา เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ที่ทรงโปรดให้อัญเชิญลงมาจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ซึ่งภายหลังได้รับพระราชทานนามว่า "พระศรีศากยมุนี"
ทว่าการสร้างวิหารหลังใหญ่ไม่ใช่งานง่าย รัชกาลที่ 1 เสด็จสวรรคตก่อนที่งานจะแล้วเสร็จ พระองค์ได้แต่ทรงเริ่มต้นวางรากฐานและอัญเชิญองค์พระประธานมาถึงพระนครเท่านั้น
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงสานต่อพระราชดำริของพระบรมชนกนาถอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตกแต่งพระวิหารและการสร้างองค์ประกอบต่าง ๆ ของวัด
ผลงานชิ้นเอกในรัชกาลนี้คือ "บานประตูไม้แกะสลักพระวิหารหลวง" ที่กล่าวกันว่าเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง ทรงร่วมออกแบบและทรงร่วมแกะสลักด้วยพระองค์เองในปี พ.ศ. 2365 บานประตูไม้สักสูง 5 เมตร หนักถึงบานละ 1 ตัน แกะสลักลายซับซ้อนวิจิตรงดงาม กลายเป็นงานศิลป์ระดับชาติที่ไม่มีวัดใดเทียบได้
อย่างไรก็ตาม รัชกาลที่ 2 ก็ยังไม่ทันได้ทอดพระเนตรเห็นวัดสำเร็จเช่นกัน
ภาระอันยิ่งใหญ่จึงตกอยู่กับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ผู้ทรงมีพระราชศรัทธาแรงกล้าที่จะ "สถาปนาพระอารามแห่งนี้ให้สำเร็จ" พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้
รัชกาลที่ 3 ยังทรงสร้างพระประธานในพระอุโบสถองค์ใหม่ คือ "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์" และทรงนำกลักฝิ่นมาหล่อเป็นพระประธานในศาลาการเปรียญ คือ "พระพุทธเสรฏฐมุนี" ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่มีเรื่องเล่าเชิงประวัติศาสตร์น่าสนใจมาก
ในที่สุด การก่อสร้างทั้งพระอารามแล้วเสร็จบริบูรณ์และสมโภชใหญ่ในปี พ.ศ. 2390 รวมระยะเวลาก่อสร้างต่อเนื่องตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 ทั้งสิ้นราว 40 ปี
ต่อมาในรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดสุทัศนเทพวราราม" ซึ่งสื่อถึง "เมืองสุทัสสนะของเทวดาบนสวรรค์ดาวดึงส์" สอดคล้องกับคติว่าวัดนี้คือศูนย์กลางของพระนครและจักรวาลตามความเชื่อโบราณ ที่บริเวณนี้คือ "สะดือเมือง" หรือใจกลางของกรุงรัตนโกสินทร์
แม้จะสร้างในยุคต้นรัตนโกสินทร์ แต่วัดสุทัศน์ได้รับการสถาปนาเป็น "วัดประจำรัชกาล" ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ 8) ในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 8 มาบรรจุไว้ ณ ผ้าทิพย์ด้านหน้าพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนี
วัดสุทัศน์จึงไม่ใช่เพียงสถาปัตยกรรมงดงาม แต่เป็นพยานเงียบของประวัติศาสตร์ไทยที่บอกเล่าทั้งเรื่องของพระมหากษัตริย์ ช่างฝีมือ และศรัทธาของผู้คนยาวนานกว่าสองศตวรรษ